"เมื่อคืนพ่อปวดข้อเท้ามากจนร้อง แค่ผ้าห่มโดนก็เจ็บ พอเช้ามาบวมแดงเดินไม่ได้เลย" — นี่คือภาพจำของโรคเก๊าท์ (gout) ที่มักปวดขึ้นเฉียบพลันกลางดึก ผู้สูงอายุหลายท่านคิดว่าเป็นข้อเสื่อมหรือเคล็ดขัดยอก จึงนวดหรือประคบร้อน ซึ่งทำให้อาการแย่ลง
1. เก๊าท์เกิดจากอะไร
เก๊าท์เกิดจากกรดยูริกในเลือดสูงต่อเนื่อง จนตกผลึกเป็นเข็มเล็กๆ สะสมในข้อ เมื่อร่างกายตอบสนองต่อผลึกเหล่านี้ ข้อจึงอักเสบรุนแรงแบบเฉียบพลัน กรดยูริกมาจากทั้งอาหารและการสร้างของร่างกายเอง ในผู้สูงอายุมักมีปัจจัยร่วม เช่น การทำงานของไตลดลง ยาขับปัสสาวะบางชนิด และโรคประจำตัวอย่างความดันโลหิตสูงหรือเบาหวาน
2. อาการที่ควรสงสัยว่าเป็นเก๊าท์
- ปวดขึ้นเร็วและรุนแรง: มักเริ่มกลางดึกหรือเช้ามืด ปวดถึงจุดสูงสุดภายในไม่กี่ชั่วโมง
- ข้อแดง ร้อน บวม: ผิวรอบข้อตึงเป็นมัน แตะเบาๆ ก็เจ็บมาก
- มักเป็นข้อเดียวก่อน: ที่พบบ่อยที่สุดคือนิ้วหัวแม่เท้า รองลงมาคือข้อเท้า เข่า และข้อมือ
- เป็นแล้วหายเอง: อาการมักดีขึ้นใน 3–10 วัน แต่จะกลับมาเป็นซ้ำและถี่ขึ้นถ้าไม่รักษา
- ปุ่มก้อนใต้ผิวหนัง: ในระยะเรื้อรังอาจคลำได้ก้อนแข็งที่ข้อศอก นิ้วมือ หรือใบหู
ถ้าปวดข้อร่วมกับมีไข้ หนาวสั่น หรือมีแผลใกล้ข้อนั้น ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นข้ออักเสบติดเชื้อ ซึ่งอันตรายกว่าและต้องรักษาต่างกัน
3. ทำอย่างไรตอนปวดเฉียบพลัน
- พักข้อ: งดเดินลงน้ำหนักข้อที่ปวด ยกเท้าสูงบนหมอน
- ประคบเย็น: ครั้งละ 15–20 นาที ห่อผ้าก่อนวางบนผิว ไม่ประคบร้อนและไม่นวดข้อที่กำลังอักเสบ
- ดื่มน้ำให้พอ: ช่วยขับกรดยูริก เว้นแต่แพทย์จำกัดน้ำจากโรคไตหรือโรคหัวใจ
- กินยาตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น: ไม่ควรไปซื้อยาชุดหรือยาแก้ปวดจากร้านชำมากินเอง เพราะยาชุดหลายสูตรมีสเตียรอยด์แฝงและกระทบไตกับกระเพาะอาหาร
4. อาหารที่ควรเลี่ยงและกินได้
อาหารไม่ใช่สาเหตุทั้งหมด แต่ช่วยลดโอกาสกำเริบได้ชัดเจน
- ควรเลี่ยง: เครื่องในสัตว์ น้ำต้มกระดูกหรือน้ำซุปเข้มข้น สัตว์ปีกปริมาณมาก อาหารทะเลบางชนิด เช่น หอย ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน
- เลี่ยงให้มากที่สุดคือแอลกอฮอล์: โดยเฉพาะเบียร์และเหล้าขาว เป็นตัวกระตุ้นให้เก๊าท์กำเริบที่ชัดเจนที่สุด
- ระวังน้ำหวาน: น้ำอัดลมและเครื่องดื่มที่ใส่น้ำตาลฟรุกโตสสูงเพิ่มกรดยูริก
- กินได้ตามปกติ: ข้าว ผัก ผลไม้ไม่หวานจัด ไข่ นมพร่องมันเนย เต้าหู้ ผักที่เคยเชื่อว่าห้ามอย่างยอดผัก เห็ด ถั่ว งานวิจัยพบว่าไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ
5. ยาลดกรดยูริกต้องกินต่อเนื่อง
ผู้สูงอายุจำนวนมากเข้าใจว่ายาเก๊าท์คือ "ยาแก้ปวด" กินเฉพาะตอนปวด ความจริงคือมียาสองกลุ่มที่ทำหน้าที่ต่างกัน กลุ่มแรกคือยาลดการอักเสบใช้ช่วงกำเริบ ส่วนกลุ่มที่สองคือยาลดกรดยูริก ที่ต้องกินทุกวันต่อเนื่องแม้ไม่ปวด เพื่อค่อยๆ ละลายผลึกที่สะสมอยู่
ช่วงแรกของการเริ่มยาลดกรดยูริกอาจปวดกำเริบได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้และไม่ใช่สัญญาณว่ายาไม่ได้ผล ห้ามหยุดยาเองแต่ควรแจ้งแพทย์ นอกจากนี้ผู้สูงอายุที่มีโรคไตต้องให้แพทย์ปรับขนาดยาให้เหมาะสมเสมอ
6. ทำไมเก๊าท์ที่ปล่อยไว้ถึงอันตราย
การกำเริบซ้ำๆ ทำให้ข้อถูกทำลายถาวรจนผิดรูปและใช้งานไม่ได้ดี ผู้สูงอายุที่เดินลำบากจะเสี่ยงหกล้มและกล้ามเนื้อลีบตามมา นอกจากนี้กรดยูริกที่สูงเรื้อรังยังเพิ่มโอกาสเกิดนิ่วในไตและสัมพันธ์กับโรคไตเรื้อรัง จึงควรควบคุมค่ากรดยูริกตามเป้าหมายที่แพทย์กำหนด ไม่ใช่รอให้ปวดแล้วค่อยรักษา
7. สิ่งที่ครอบครัวช่วยได้
- จดบันทึกว่าปวดข้อไหน วันไหน และก่อนหน้านั้นกินอะไรหรือดื่มอะไร เพื่อหาตัวกระตุ้นของท่าน
- ช่วยจัดยาให้ครบและเตือนให้กินยาลดกรดยูริกทุกวัน ไม่ใช่เฉพาะวันที่ปวด
- เตรียมน้ำดื่มไว้ใกล้มือ และลดของหวานกับแอลกอฮอล์ในบ้าน
- จัดรองเท้าที่หน้ากว้าง ไม่บีบนิ้วเท้า ลดการเสียดสีข้อที่เคยอักเสบ
- พาไปตรวจเลือดตามนัดเพื่อดูค่ากรดยูริกและการทำงานของไต
8. CareCircle ช่วยอะไรได้บ้าง
เก๊าท์เป็นโรคที่ต้องอาศัยความต่อเนื่องของยาเป็นหลัก CareCircle ตั้งเตือนกินยาตามเวลาและแจ้งลูกหลานเมื่อมื้อยาถูกข้าม บันทึกอาการและสุขภาพรายวันไว้ดูย้อนหลังว่าท่านกำเริบบ่อยแค่ไหน เตือนนัดพบแพทย์ล่วงหน้า และเก็บโรคประจำตัวกับประวัติแพ้ยาไว้ในบัตรสุขภาพดิจิทัลให้ยื่นแพทย์ดูได้ทันที
เริ่มดูแลคนที่คุณรักได้วันนี้ — ฟรี
CareCircle เป็นแอปดูแลผู้สูงอายุสำหรับครอบครัวไทย ใช้ผ่านเว็บได้ทันที ไม่ต้องโหลด แจ้งเตือนกินยาผ่าน LINE อัตโนมัติ บันทึกนัดหมอ และให้ทุกคนในครอบครัวดูข้อมูลร่วมกันได้
เปิด CareCircle ฟรี →บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยและการใช้ยาให้ยึดตามแพทย์และเภสัชกรผู้ดูแล