"ยายปวดเข่า เลยกินยาเม็ดนี้มาหลายปีแล้ว หมอที่ร้านขายยาบอกว่าดี" — ประโยคแบบนี้เภสัชกรและหมอได้ยินบ่อยมาก ยาแก้ปวดคือยาที่ผู้สูงอายุไทยใช้มากที่สุดตัวหนึ่ง และใช้ผิดวิธีมากที่สุดตัวหนึ่งด้วย ปัญหาคืออันตรายของยาแก้ปวดมักมาแบบเงียบๆ ไตค่อยๆ แย่ลงทีละนิดโดยไม่มีอาการ กว่าจะรู้ตัวก็เสียหายมากแล้ว
1. ยาแก้ปวดที่ใช้กันบ่อย มี 2 กลุ่มใหญ่ ต่างกันมาก
พาราเซตามอล (Paracetamol)
แก้ปวด ลดไข้ ไม่ทำร้ายกระเพาะอาหารและไตโดยตรง เมื่อใช้ในขนาดที่ถูกต้อง จึงเป็นตัวเลือกแรกสำหรับผู้สูงอายุที่ปวดทั่วไป ขนาดมาตรฐานคือครั้งละ 500–1,000 มก. ทุก 6–8 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ รวมกันไม่เกิน 3,000–4,000 มก.ต่อวัน ข้อควรระวังสำคัญคือพาราเซตามอลซ่อนอยู่ในยาแก้หวัด ยาแก้ปวดสูตรรวม และยานอนหลับหลายยี่ห้อ ถ้ากินหลายตัวพร้อมกันโดยไม่รู้ อาจเกินขนาดและทำให้ตับพิษได้
กลุ่ม NSAIDs (ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนค นาพร็อกเซน พิร็อกซิแคม)
แก้ปวดลดอักเสบได้ดี จึงมักถูกใช้กับปวดเข่า ปวดข้อ ปวดหลัง แต่สำหรับผู้สูงอายุ กลุ่มนี้มีความเสี่ยงชัดเจน 3 ด้าน
- ไต: ลดเลือดไปเลี้ยงไต ทำให้ไตวายเฉียบพลันได้ โดยเฉพาะคนที่ไตไม่ดีอยู่แล้ว กินยาลดความดัน หรือร่างกายขาดน้ำ
- กระเพาะอาหาร: ทำให้แผลในกระเพาะอาหารและเลือดออกในระบบทางเดินอาหารได้ บางครั้งถ่ายดำคล้ำโดยไม่ปวดท้องมาก่อน
- หัวใจและความดัน: ทำให้บวม ความดันขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงหัวใจขาดเลือดในคนที่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว
ผู้สูงอายุอายุ 65 ปีขึ้นไป ไม่ควรกินยากลุ่ม NSAIDs ติดต่อกันเกินไม่กี่วันโดยไม่ปรึกษาแพทย์ และควรบอกหมอทุกครั้งถ้ามีแผงยากลุ่มนี้ในตู้ยาที่บ้าน
2. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในบ้านผู้สูงอายุ
- กินซ้ำโดยไม่รู้ตัว: กินยาแก้ปวดจากหมอ แล้วกินยาแก้หวัดที่มีพาราเซตามอลอีกตัวตามมา ขนาดรวมเกินโดยไม่ตั้งใจ
- กินทุกวันเหมือนวิตามิน: "กินไว้ก่อน เดี๋ยวปวด" ทำให้กลายเป็นการกินต่อเนื่องเป็นปี
- เอายาคนอื่นมากินต่อ: ยาที่เพื่อนบ้านหรือญาติว่าดี อาจเป็นขนาดหรือกลุ่มยาที่ไม่เหมาะกับโรคประจำตัวของท่าน
- ไม่บอกหมอว่ากินยาแก้ปวด: หลายท่านคิดว่ายาซื้อเอง "ไม่นับเป็นยา" จึงไม่แจ้งตอนพบหมอ ทั้งที่ยาเหล่านี้ตีกับยาความดัน ยาละลายลิ่มเลือด และยาเบาหวานได้
- กินตอนท้องว่าง: โดยเฉพาะกลุ่ม NSAIDs เสี่ยงระคายเคืองกระเพาะอาหารสูงขึ้น
3. สัญญาณเตือนที่ต้องหยุดยาและพบแพทย์
- ถ่ายอุจจาระสีดำคล้ำ หรืออาเจียนเป็นเลือด/มีกากกาแฟปน
- ปัสสาวะออกน้อยลงผิดปกติ เท้าบวม หน้าบวม
- แน่นหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ ความดันขึ้นสูงกว่าปกติชัดเจน
- ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม (สัญญาณตับพิษ)
- ปวดท้องแปร๊บที่ลำไส้ใหญ่หรือท้องแข็งผิดปกติ
ถ้าพบอาการเหล่านี้หลังกินยาแก้ปวด หยุดยาทันทีและพาไปพบแพทย์ พร้อมนำแผงยาทั้งหมดที่กินอยู่ไปให้หมอดูด้วย
4. วิธีใช้ยาแก้ปวดให้ปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ
- เริ่มที่พาราเซตามอลก่อน สำหรับปวดทั่วไป ถ้าไม่ได้ผลค่อยปรึกษาหมอเรื่องตัวอื่น อย่าเลื่อนไป NSAIDs เอง
- ใช้ขนาดต่ำสุดที่ได้ผล และสั้นที่สุดเท่าที่จำเป็น ไม่กินต่อเนื่องเกิน 3–5 วันโดยไม่ปรึกษาหมอ
- เช็กยาทุกตัวในมือท่านก่อนเพิ่มยาใหม่ ดูว่ามีสารตัวเดียวกันซ้อนอยู่หรือไม่
- กินหลังอาหาร โดยเฉพาะกลุ่ม NSAIDs และดื่มน้ำให้พอ
- บอกหมอทุกครั้ง ว่ามียาแก้ปวดอะไรในตู้ยาบ้าง แม้เป็นยาที่ "ซื้อเอง"
- ลองวิธีที่ไม่ใช่ยาควบคู่: ประคบอุ่น ยืดเหยียดเบาๆ ปรับท่านั่งนอน ออกกำลังกายตามที่หมอแนะนำ ลดน้ำหนักถ้าปวดเข่า หลายครั้งช่วยลดความจำเป็นของยาได้จริง
5. ลูกหลานทำอะไรได้บ้าง
- ตรวจตู้ยาที่บ้านสักครั้ง: เก็บรวบรวมยาทั้งหมดที่ท่านกินอยู่จริง (รวมยาสมุนไพร ยาที่ซื้อเอง) จดเป็นรายการเดียว
- ตั้งกติกาเรื่องยาแก้ปวด: ตกลงกับท่านว่าถ้าปวดเกินกำหนดวัน หรือต้องกินหลายวันติด ให้โทรบอกลูกหลานหรือปรึกษาหมอก่อน
- จดว่ากินยาแก้ปวดเมื่อไร เพราะอะไร: รูปแบบการปวดที่บ่อยขึ้นอาจเป็นสัญญาณโรคที่ต้องรักษาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แค่กลบอาการ
- อย่าดุท่าน: หลายท่านกินยาเองเพราะไม่อยากรบกวนลูกหลาน คุยด้วยความเข้าใจและเสนอทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าได้ผลดีกว่าเสมอ
6. CareCircle ช่วยอะไรได้บ้าง
CareCircle ช่วยให้ครอบครัวบันทึกรายการยาทั้งหมดของท่านไว้ในที่เดียว รวมถึงยาที่ซื้อเอง ดูยาซ้ำซ้อนและคำเตือนการใช้ยาร่วมกัน ตั้งเตือนมื้อยาไม่ให้ลืมหรือกินซ้ำ บันทึกอาการปวดประจำวันไว้ให้หมอดูย้อนหลังตอนพบนัด และมีบัตรสุขภาพดิจิทัลที่รวมโรคประจำตัว รายการยา และยาที่แพ้ไว้พร้อม สแกน QR ให้เจ้าหน้าที่ดูได้ทันทีตอนฉุกเฉิน
เริ่มดูแลคนที่คุณรักได้วันนี้ — ฟรี
CareCircle เป็นแอปดูแลผู้สูงอายุสำหรับครอบครัวไทย ใช้ผ่านเว็บได้ทันที ไม่ต้องโหลด แจ้งเตือนกินยาผ่าน LINE อัตโนมัติ บันทึกนัดหมอ และให้ทุกคนในครอบครัวดูข้อมูลร่วมกันได้
เปิด CareCircle ฟรี →บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยและการใช้ยาให้ยึดตามแพทย์และเภสัชกรผู้ดูแล